Last Updated:

จิตแพทย์: สิ่งมีชีวิตที่ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด พบให้ไว ก่อนใจหมดแรง

Categories Blog

การเจอจิตแพทย์ตั้งแต่เฟสแรกของวัย 30s เป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าไม่ได้คาดคิด แต่ก็เป็นไปแล้วเนื่องจากไม่สามารถรับมือกับ ‘รัก-ฝัน-เงิน-งาน’ ไปพร้อม ๆ กันอย่างมีสมดุลได้ในแบบที่ตั้งความคาดหวังเอาไว้ แถมยังยื้อตัวเองมาตลอดเพราะคิดว่าทุกอย่างอยู่ที่ใจ ชีวิตมันจะไปยากอะไรวะ แค่นี้กูต้องเอาอยู่แน่นอนอยู่แล้ว

สรุปคือพัง เป็นบ้า ชีวิตบ่นหาแต่การฆ่าตัวตาย (พูดแบบประชดเฉย ๆ ไม่มีความคิดที่จะทำจริงแต่อย่างใด)

ที่ตัดสินใจยอมไปหาหมอ ไม่ใช่เพราะตัวเองรู้สึกไม่ไหว แต่เป็น ‘คนใกล้ตัว’ ที่รู้สึกว่าเราไม่ไหวแล้วจริง ๆ และก็เป็นเป้ @paepoets ที่จัดการนัดแนะคุณหมอท่านหนึ่งที่โรงพยาบาลมนารมย์ให้ แต่กว่าจะได้คิวนัดก็นานเหมือนกัน ระหว่างนั้นก็ประคับประคองชีวิตกันไป ไม่ให้ตายก่อนถึงวันได้เข้าพบและปรึกษา

และนี่คือสิ่งที่ได้มาจากการพบจิตแพทย์ครั้งแรกในชีวิต


#1 เปลี่ยน Mindset: หาจิตแพทย์ ≠ บ้า

สิ่งที่คนป่วยมีเหมือนกันน่าจะทั้งโลก คงหนีไม่พ้นการไม่ยอมรับว่าตัวเองป่วย จะป่วยกายหรือป่วยใจ ลึก ๆ แล้วเราสันดานเดียวกันทั้งสิ้น “หาหมอทำไม ชั้นไม่ได้เป็นอะไร”

ก่อนอื่นเราต้องยอมรับให้ได้ก่อนว่า ‘สุขภาพจิต’ มีอยู่จริง และมันมีโอกาสป่วยไม่ต่างจากร่างกาย แล้วพอมันป่วย มันเหนื่อย มันไม่ไหว อาการมันออกมาเป็นยังไง ถ้าไม่สามารถเปลี่ยนทัศนคติเรื่องนี้ได้ ก็ไม่ต่างอะไรกับการย่ำอยู่กับที่ และเป็นการย่ำอยู่กับที่ที่ไม่ใช่พื้นปูนเรียบ ๆ แต่เป็นการย่ำในบ่อโคลนดูด ที่สุดท้ายวันนึงก็จะต้องพังพินาศไปอยู่ดี


#2 พร้อมเปิดหัวใจให้คนแปลกหน้า

จนถึงโรง’บาลแล้ว ก็ยังสองจิตสองใจว่าหมอจะช่วยอะไรได้แน่เหรอวะ มึงเป็นใคร กูรู้ปัญหาตัวเองทั้งหมดกูยังแก้ไม่ได้เลย แต่ไหน ๆ มาแล้วจะกลับก็เสียเที่ยว (บ้านอยู่บางแค หาหมอแบริ่ง!)

แต่เนื่องจากเตรียมใจมาแล้วว่ายังไงก็ต้องรักษาเรื่องนี้ให้เห็นผลมากที่สุด จากคนที่เก็บ(เรื่องของ)ตัวเองไว้กับตัวเอง ก็เลยกลายเป็นการเล่าสิ่งที่อยู่ในใจ หลาย ๆ อย่างที่คิดมาตลอดในชีวิต ที่ไม่เคยหยิบขึ้นมาบอกใคร (บางเรื่องแฟนไม่รู้ และแน่นอน หลายเรื่องครอบครัวไม่เคยรู้)

กลายเป็นว่าพอหมอ ซึ่งเป็นคนนอกที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับการตัดสินใจใด ๆ ของชีวิตเราได้ฟัง แม่งดันเข้าใจอะไรได้มากกว่า และกลายเป็นว่า สิ่งที่ได้กลับมาคือคำแนะนำง่าย ๆ ที่ควรจะคิดเองได้ตั้งนานแล้ว แต่ถูกความเครียดและความกลัวในหลาย ๆ อย่างบังตาไว้

เออ สุดท้ายพอยอมรับกับตัวเองได้ ว่าสุขภาพใจมีปัญหา หลังจากนั้นมันก็ไม่ยากเท่าก่อนหน้านี้แล้วจริง ๆ


#3 เคร่งครัดคำหมอสั่ง เพราะนัดแต่ละครั้งแม่ง แพง

ขอข้ามรายละเอียดที่คุยกับหมอไป เพราะนี่มันปัญหาของผม เสือก (อ้าว) คือจะบอกว่า แล้วท้ายที่สุดคุณจะต้องทำตามคำแนะนำของจิตแพทย์อย่างเคร่งครัดจนได้นั่นแหละ เพราะอะไร เพราะค่ารักษาครั้งนึงแม่งไม่ใช่น้อย ๆ เลย

อย่างในเคสของผมที่วินิจฉัยออกมาว่าไม่ได้เป็นโรคซึมเศร้า แค่เครียดจัด (overly stress) เลยจ่ายแค่ค่าปรึกษาและยานอนหลับมาใช้ในยามสมองตีบตัน ยังโดนไปเกือบสองใบเทา นี่ถ้าเป็นซึมเศร้าขึ้นมาด้วยจะขนาดไหน… อ้อ แต่หมอเค้าแนะนำเพิ่มเติมมาก่อนกลับว่า ถึงตอนนี้จะยังไม่ป่วยเป็นซึมเศร้า แต่ก็ให้ศึกษาอาการเบื้องต้นไว้ เพราะสุดท้ายแล้วไอ้อาการหมดไฟ เครียดชีวิตทั้งหลายทั้งปวง มันก็สามารถพ่วงและฉุดเราลงไปหาโรคประจำหัวใจที่ไม่มีใครอยากเป็นจนได้อยู่ดี


ตอนนี้รู้สึกดีกับชีวิตมากขึ้น และกำลังพยายามควบคุมสมดุลระหว่างสิ่งต่าง ๆ ที่ต้องการและไม่ต้องการให้สามารถดำรงอยู่ในชีวิตไปด้วยกันได้ ชีวิตจะมีอะไรดีไปกว่า work-life balance ที่สมดุลกันอีกเล่าครับ จริงมั้ย?

ปล. อันนี้เป็นโพสต์แรกของ charlie.in.th ซึ่งน่าจะอัพเดตไม่บ่อย เพราะเปิดเว็บไว้แค่จะใช้เป็นที่เก็บผลงานส่วนตัว ปกติเขียนอยู่ที่เว็บไซต์ตัวเอง ชื่อ Headbangkok ครับ ชอบเพลงเมทัล/ฮาร์ดคอร์ เสพติดความดัง ก็โผล่เข้าไปเยี่ยมชมกันได้ครับผม

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *